ลืมอัพเอนทรี่เรื่องไปเที่ยวมานานแล้วคับ งวดนี้มาอัพเอนทรีปนวิชาการนิดๆ กับการเดินทางสำรวจเส้นทางการเกษตรเชิงเที่ยวเชียงราย ดีกว่าคับ

การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปทำโปรเจคการเกษตรให้บริษัทที่ผมไปรับจ๊อบมาคับ  ที่สำคัญเป็นโปรเจคที่ลอยอยู่บนกระดาษได้สุดๆ เลยคับ  ก็เรื่องงานเกษตรเป็นเรื่องที่ยากนะคับ หากใครไม่รู้เรื่องของงานเกษตรจะไม่รู้เลยคับว่าทำไมมันยากกว่ากิจการอื่นๆ ไม่เหมือนธุรกิจการผลิต อุปโภค บริโภคทั่วไปคับ ความยากของธุรกิจนี้คือ สินค้าเกษตรเป็นสินค้าเน่าเสียง่าย  มีผลผลิตตามฤดูกาล คาดการณ์ความต้องการไม่ได้ชัดเจน ที่สำคัญราคาไม่เคยนิ่ง  ทำแล้วจะเจ๊งไหมหว่า แต่ว่าเรื่องยากนี่แหละเป็นเรื่องที่น่าลงทุนสุด เพราะยิ่งเสี่ยงยิ่งได้กำไรสูง 

บริษัทเจ้ากรรมเลยอยากหาโอกาสทางธุรกิจนี้คับ เลยเป็นสาเหตุให้การเดินทางรอบนี้เป็นการเดินทางที่สบายสุดๆ มีคนต้อนรับตลอดเวลา นอนที่อิมพีเรียล Golden Triangle อีกต่างหาก (มีที่เดียว ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน) เพราะพี่ที่ไปด้วยกันปฏิบัติภาระกิจในฐานะอาจารย์คับ  เลยถูกต้อนรับอย่างดีเยี่ยมเลยคับ เวลาที่เราไปเดินทางหลักใหญ่เน้นไปที่แหล่งผลิต เส้นทางการเดินทางและตลาดปลายทางเป็นหลักครับ  รู้สึกเหมือนรายการกบนอกกะลายังไงไม่รู้แฮ่ะ

เส้นทางการเดินทางสินค้าจึนส่วนใหญ่มีสองเส้นทางหลักๆนะคับ (จริงๆ มีมากกว่านี้นะคับ)  

- เส้นทางแรกเป็นเส้นทางทางน้ำคับ มาจากทางจีนตอนใต้ เพื่อขนสินค้าจีนออกมาผ่านทางเมียนมาร์ ลาวและไทย คับ เพราะถ้าขนสินค้าออกทางด้านจีนตะวันออกจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามากคับ  เส้นทางตรงนี้จุดปล่อยออกมักเป็นที่เชียงแสน (ปริมาณเยอะสุด) หรือไม่ก็เชียงของ (อันนี้ไม่เยอะคับ) สินค้าส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าจำพวกผักและผลไม้คับ

- เส้นทางสองเป็นเส้นทางทางบกคับ  มาจากจีนเหมือนกันคับ  แต่คนละฝั่งคับ ที่ต้องขนส่งทางบกแทนเพราะไม่มีน้ำให้ล่องคับ  ปลายทางที่จะมาออกฝั่งไทยคือแถวแม่สายคับ  สินค้าส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าแห้งคับจำพวกหอม กระเทียม และผลไม้ที่เน่ายากนิดหนึ่งคับ

ผมลองมานั่งคิดดูเล่นๆ นะคับว่าตกลงเราได้อะไรบ้างจากการให้สินค้าจากจีนผ่านไทยบ้างเนี่ยะ  เพราะสินค้าจะออกไปประเทศอื่นไม่ได้เลยถ้าไม่ผ่านเส้นเรา เพราะไทยมี facilities ครบทุกอย่าง ออกท่าเรือได้รวดเร็วกว่าเส้นอื่นด้วย ถ้าเราคิดว่าให้สินค้าผ่านได้ สงสัยมีอย่างเดียวที่ไทยได้คับ คือไทยได้ถนนพังเร็วขึ้นมั้งคับ  ถ้าเราไม่คิดเพิ่ม value added สินค้าเนี่ยะ

ช่วงที่ผ่านไปแม่สายได้แวะไปเมียนมาร์ด้วยคับ หลังจากไม่ได้ข้ามไปนานมาแล้วคับ  เก็บรูปไร้สาระมากฝาก แถมถ่ายรูปชเวดากองมาด้วยคับ งงเหมือนกันว่าทำไมมีชเวดากองที่นี่ด้วยหรอ เพราะตุ๊กตุ๊กที่นี้ก็บอกว่าไปไหม  เลยไปซะเลย  มาถึงบางอ้อคับว่า  ตุณลุงก็ไม่ได้โกหกคับ เพราะเป็นชเวดากององค์จำลองคับ 

การเดินทางครั้งที่เพิ่งรู้ว่า  คนไทยเราเสียเปรียบและด้อยค่าไปเยอะเลย  สงสัยมั่วแต่กำลังทะเลาะกันอยู่มั้งจนลืมพัฒนาตัวเองไป  สินค้าการเกษตรของเราทุกวันนี้ที่บอกว่าผลิตที่เมืองเหนือ  เดี๋ยวนี้โดนจีนตีตลาดเกือบหมดแล้วครับ  คิดดูต้นทุนการผลิตของเขาก็ถูก  ค่าขนส่งตอนขาล่องลงมาใช้เวลาเร็วมาก ไม่เกิน 18 ชั่วโมงจาก กู่เลิ่ย ลงมาที่เชียงแสน แถมใช้ความรู้แบบบ้านๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีห้องเย็นในการขนส่ง เพราะขนของช่วงเย็น เพื่อถึงเช้าที่เมืองไทย แถมในกล่องทำน้ำแข็งแบบไม่ให้เปียกสำหรับผัก โดยใช้ขวด PET ใส่น้ำในแม่น้ำแล้วทำให้มันน้ำแข็งเอง  ประหยัดสุดๆ

ที่สำคัญเขาไม่ได้ใช้ความรู้และต้นทุนที่ผลิตถูกอย่างเดียว  เขามองไกลสุดๆ  เพราะสมัยก่อน เมื่อส่งผักกับผลไม้ที่เมืองไทยเสร็จ ต้องขนลำไยกลับ  แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว  โดยขนเครื่องจักรทำลำไยอบแห้งมาเลย   อึ้งไปเลยคับ... คิดได้ไงเนี่ยะ



ท้ายที่สุด รู้สึกเหมือนโดนข่มยังไงไม่รู้  เดี๋ยวนี้จีนไม่รับลำไยอบแห้งกลับไปจีนผ่านทางเส้นนี้แล้วนะ  เขาทำลำไยอบแห้งที่ไทย ด้วยคนจีนลงทุนเครื่องจักร ด้วยเงินจีน  แล้วไปขายที่จีนตอนบนแทน เพราะต้นทุนไทยถูกกว่าและดีกว่า  แถมที่สำคัญใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านรถยนต์ไป พม่ากับลาวงะ  เหมือนรถยนต์นุ่งโสร่งเลยแฮะ

คิดไปคิดมา  สงสัยถ้าคนไทยไม่คิดทำอะไรมากกว่านี้ คงโดนประเทศอื่นกอบโกยรายได้หมดเลย  คิดแล้วหนาววววววว

 

ไม่ได้เข้ามาอัพ Entry ของตัวเองตั้งนานร่วมหลายเดือน  ก็เพราะช่วงนี้ไม่มีอะไรจะเขียนสักเท่าไหร่ จนกระทั่งช่วงนี้มี activities หลายอย่างที่อยากจะเขียน หรืออยากระบายอีกแล้ว  เลยขอเข้ามาเขียนอีกสักที 

จุดประสงค์หลักคืออยากระบายเรื่องของความสับสนของตัวเอง  ความไม่แน่ใจกับเรื่องความรักที่ไม่ชัดเสียที ผ่านทางตัวหนังสือเสียมากกว่า...............

 

  

ช่วงนึงที่ผมผิดหวังกับเรื่องของความรักที่เป็นได้เป็นแค่เพียงเพื่อน  ยังรู้สึกซึมๆ กับเรื่องนั้นตลอดเวลา   จนกระทั่งวันนึงที่เริ่มมีคนแนะนำให้รู้จักน้องคนนึงที่นิสัยคล้ายกับผม  เป็นคนเก่งชนิดที่เราเรียกว่าซูฮกได้  เพราะผมคิดว่า ผมเป็นคนที่ขยันประมาณนึงแล้ว  ยังเจอน้องคนนั้นที่ขยันมากกว่าผมอีก  ที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก แต่เพราะทั้งผมและน้องคนนั้นดันมีนิสัยที่ใกล้เคียงกัน รู้ว่าแต่ละคนคิดว่าอะไร   มันเริ่มเป็นความผูกพันที่อยากทำให้รู้จักน้องคนนั้น จนกระทั่งได้มีโอกาสคุยกันจริงๆ   บอกตรงๆ  ผมว่าเธอก็เป็นคนนึงนิสัยดี และสามารถเป็นคนที่เราสามารถใช้ชีวิตด้วยกันได้เลยแหละ

 

  

แต่เพราะว่าผมยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องที่ควรจะรักหรือป่าว  เพราะผมจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่เหมือนกัน   เลยขอน้องเขา และตกลงกันว่าเป็นบัดดี้ดันไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปเป็นแฟนจะดีกว่า  

 

  

 

เกือบสามเดือนที่เราได้รู้จักกัน  ผมว่ามันก็ได้พัฒนาได้ดีขึ้นแล้วแหละ  แต่ช่วงนี้เริ่มมีความรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ใช่ขึ้นมาหรือป่าว  เพราะดันเริ่มรู้จักกับอีกคนนึงที่ออฟฟิศ  ผมว่าเธอก็น่ารักดีเหมือนกัน  เป็นคนเก่งและฉลาด ช่างพูดเหมือนกับคนที่ผมคบอยู่  และรู้สึกว่าเธอคนนั้นก็ใช่เหมือนกัน    มันเลยทำให้ผมหวั่นไหวในจิตใจของผมเหมือนกัน  

ผมไม่ได้เป็นคนเจ้าชู้อะไร หรอกนะคับ เพราะ ผมบอกกับทุกคนว่าผมยังไม่รู้ตัวตนของตัวเองเลยว่า ผมชอบแบบไหน และคนไหน  ที่สำคัญ   กอปรกับช่วงนี้......ผมรู้สึกว่า มันมีนิสัยบางอย่างที่คนที่ผมคบอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่ได้ match กับผมสักเท่าไหร่  เพราะผมว่าเธอขี้หึงผมเกินไปหรือป่าว   คิดดูโทรมา 11 missed call หาเครื่องเพื่อนของเธอ  เพราะติดต่อผมไม่ได้  ผมรู้สึกว่ามันเกินไปหรือป่าว   และถ้าอนาคต ผมจะเจอความขี้หึงของเธอ ผมจะไหวหรือป่าว

 

  เจงๆ ถ้ามันจะผิด ผมว่าผิดที่ผมมากกว่าแหละ ผมน่าจะไม่ตามใจเธอมากจนเกินไป ยอมเสียทุกอย่าง จนรู้สึกว่า ผมขาดความเป็นตัวเอง  ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไงดี  ผมควรที่จะคบทั้งสองคนดีหรือป่าว เพราะทุกครั้งในอดีตที่ผมคบ  จะคบเป็นคนๆไป  เพราะผมรู้สึกไม่ดี ที่จะคบคนหลายๆ คน เหมือนคนเจ้าชู้   หรือผมควรจะคบคนปัจจุบัน แล้วดูอีกสักระยะว่าเธอคนนั้น และผมสามารถปรับตัวไปได้พร้อมกันหรือป่าว   ถ้าไม่โอเคค่อยว่ากันไป     

โอ๊ยๆๆๆๆๆๆๆ  ทำไงดี คิดไม่ออกแล้วงะ

 

    

 

edit @ 13 Aug 2008 21:59:08 by ตุ๊กตาช่างปั้น

 

อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่า นานที่ปีหนจะได้ไปเที่ยวแบบทำบุญด้วยคับ  เจงๆ งานนี้ผมแทบจะไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับพวกพี่ๆ มากสักเท่าไหร่คับ  ประมาณว่าเป็นเด็กติดสอยให้ตามมากกว่า แต่สาเหตุที่ได้มีโอกาสได้ไปเพราะ ผมอยู่ในช่วงเครียดๆ และอยากปลดปล่อยมากกว่า         พี่ๆ เขาเลยสงสารมั้ง เห็นเป็นเด็กน้อยน่ารักคนนึง

การเที่ยวเชิงทำบุญครั้งนี้เป็นการทำบุญสร้างห้องสมุดชื่อห้องสมุดบ้านผลไม้และบริจาคหนังสือครับ  ชื่อน่ารักโคตรๆ

 

ผมช่วยงานพวกพี่น้อยมากคับ เพราะไม่ได้อยู่กับแก๊งส์ของพี่ๆเขา  แต่ได้มาอยู่ร่วมแก๊งส์เพราะว่าบังเอิญบริษัทเก่าที่เคยทำงานเป็นบริษัททำหนังสือคับ เลยเป็นตัวแทนช่วยหาหนังสือให้คับ เบ็ดเสร็จด้วย connection ส่วนตั๊วส่วนตัวได้หนังสือพร้อมของเล่นจากบริษัทเก่าและบริษัทหนังสืออื่นๆ ขนมาบริจาคให้อีก 11 ลัง แถมเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ซีดีเพลง ยังซีดีเกม แถมที่สงสัยคือ ตอนเปิดกล่องที่โรงเรียนดันเจอลิปสติกด้วยนะสิ ไม่รู้ไปอยู่ในลังได้อย่างไร หรือมันคือชุดแต่งหน้าสำหรับเด็กฟะ

ผมว่าห้องสมุดแห่งนี้แม้มีขนาดไม่ใหญ่ ประมาณไม่เกิน 40 ตารางเมตร แต่อาจจะเป็นห้องสมุดสำหรับเด็กที่มีหนังสือดีๆ จากที่พี่ๆแก๊งส์ และสมัครพรรคพวกบริจาคเข้ามา  ผมว่าอาจเป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดของเด็กระดับจังหวัด หรือระดับภูมิภาคได้เลยมั้ง เพราะผมเคยเห็นห้องสมุดสำหรับเด็กมีหนังสือหรือของเล่นอย่างมากก็ไม่กี่ประเภท แถมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการของเด้กเท่าไหร่ด้วยคับ 

เห็นแล้วก็ขออนุโมทนาบุญมาด้วยก็แล้วกันครับสำหรับทุกๆคนที่ช่วยกันบริจาคมาตั้งเยอะแยะกว่า 30 กล่องเห็นจะได้คับ  ที่สำคัญ....ของที่ขนมาให้เป็นของดีๆทั้งนั้นเลยครับ  เห็นแล้วอยากได้ แต่บังเอิญเป็นของทำบุญคับ เลยได้แต่มอง ไม่ได้ขนกลับเดี๋ยวบาป

 การมาบริจาคและมาทำบุญครั้งนี้   พวกเราไม่ได้มาแค่ตัดริบบิ้นแล้วกลับนะคับ  พวกพี่แก๊งส์เก่งสุดยอด มีเกมให้เล่นด้วยตั้งแต่ เกมโยนห่วง เกมส่งลูกบอล เกมยืนบนกระดาษหนังสือพิมพ์ เกมทายชื่อ  ผมว่าเป็นเกมที่มีความหมายดี และฝึกให้เด็กได้กล้าแสดงพร้อมทั้งแสดงความสามัคคีด้วยคับ 

เห็นแล้วรู้สึกเลยคับว่าเด็กๆ กรุงเทพฯ อย่างพวกเรามีโอกาสดีกว่าเด็กต่างจังหวัดตั้งเยอะ   บางคนเสื้อนักเรียนมีอยู่แค่ตัวเดียวต้องใส่ซ้ำ 5 วัน แต่พวกเขาก็อยากมาเรียนหนังสือเห็นแล้วอยากชวนเพื่อนๆ มาบริจาคจังเลยคับ  แต่รอบนี้คงไม่ทันคับ เพราะผมก็มาเป็นคนสุดท้ายเพราะดันอยู่นอกแก๊งส์แต่ ผมก็มีความสุขนะ  ฮาดี

โชคดีของพวกผมอีกอันคือได้มาเที่ยวงานปอยส่างลองด้วยคับ เพราะบังเอิญช่วงที่เรามาเป็นช่วงงานพอดี ได้รู้ขนบธรรมเนียมของคนไทยที่ได้รับวัฒนธรรมจากพม่า ที่จัดงานบวชลูกหลานให้เข้าเรียนในวัด โดยมีงาน 4 วัน แต่ละวัน เด็กผู้บวชก็จะใส่เสื้อผ้าสีละวันไม่ซ้ำกันและยังไม่โกนคิ้วจนกระทั่งวันสุดท้าย

ที่สำคัญขบวนแห่ก็จะมีการแห่เครื่องถวายตั้งแต่จีวร (ไม่รู้เรียกถูกหรือปล่าว) ซึ่งถูกมัดเป็นกระเช้า  จาน ช้อนชาม ถูกจัดอยู่ในพุ่มไม้

 

และ มีคานหามที่บรรจุเครื่องของจำเป็นระหว่างปฏิบัติธรรมด้วยคับ  ผมเอารูปมาให้ดูด้วยครับ แต่ถ่ายไม่สวยเท่าไหร่ ปัญญาด้านการถ่ายรูปมีแค่นี้เจงๆ

ผมว่างานนี้เป็นงานที่ผมมีความสุขมากงานหนึ่งเลยครับ ได้ทำทั้งทำบุญ และได้เที่ยว แถมเที่ยวแบบไม่วางแผน ได้พบกับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ  ได้รู้ชีวิตและขนบธรรมเนียม  และเป็นครั้งแรกที่เราเที่ยวแล้วไม่ต้องทำกับข้าวอีกต่างหาก  อันนี้คือเรื่องสำ มะ คัญ คร้าบบบบบ...บ