อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่า นานที่ปีหนจะได้ไปเที่ยวแบบทำบุญด้วยคับ  เจงๆ งานนี้ผมแทบจะไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับพวกพี่ๆ มากสักเท่าไหร่คับ  ประมาณว่าเป็นเด็กติดสอยให้ตามมากกว่า แต่สาเหตุที่ได้มีโอกาสได้ไปเพราะ ผมอยู่ในช่วงเครียดๆ และอยากปลดปล่อยมากกว่า         พี่ๆ เขาเลยสงสารมั้ง เห็นเป็นเด็กน้อยน่ารักคนนึง

การเที่ยวเชิงทำบุญครั้งนี้เป็นการทำบุญสร้างห้องสมุดชื่อห้องสมุดบ้านผลไม้และบริจาคหนังสือครับ  ชื่อน่ารักโคตรๆ

 

ผมช่วยงานพวกพี่น้อยมากคับ เพราะไม่ได้อยู่กับแก๊งส์ของพี่ๆเขา  แต่ได้มาอยู่ร่วมแก๊งส์เพราะว่าบังเอิญบริษัทเก่าที่เคยทำงานเป็นบริษัททำหนังสือคับ เลยเป็นตัวแทนช่วยหาหนังสือให้คับ เบ็ดเสร็จด้วย connection ส่วนตั๊วส่วนตัวได้หนังสือพร้อมของเล่นจากบริษัทเก่าและบริษัทหนังสืออื่นๆ ขนมาบริจาคให้อีก 11 ลัง แถมเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ซีดีเพลง ยังซีดีเกม แถมที่สงสัยคือ ตอนเปิดกล่องที่โรงเรียนดันเจอลิปสติกด้วยนะสิ ไม่รู้ไปอยู่ในลังได้อย่างไร หรือมันคือชุดแต่งหน้าสำหรับเด็กฟะ

ผมว่าห้องสมุดแห่งนี้แม้มีขนาดไม่ใหญ่ ประมาณไม่เกิน 40 ตารางเมตร แต่อาจจะเป็นห้องสมุดสำหรับเด็กที่มีหนังสือดีๆ จากที่พี่ๆแก๊งส์ และสมัครพรรคพวกบริจาคเข้ามา  ผมว่าอาจเป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดของเด็กระดับจังหวัด หรือระดับภูมิภาคได้เลยมั้ง เพราะผมเคยเห็นห้องสมุดสำหรับเด็กมีหนังสือหรือของเล่นอย่างมากก็ไม่กี่ประเภท แถมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการของเด้กเท่าไหร่ด้วยคับ 

เห็นแล้วก็ขออนุโมทนาบุญมาด้วยก็แล้วกันครับสำหรับทุกๆคนที่ช่วยกันบริจาคมาตั้งเยอะแยะกว่า 30 กล่องเห็นจะได้คับ  ที่สำคัญ....ของที่ขนมาให้เป็นของดีๆทั้งนั้นเลยครับ  เห็นแล้วอยากได้ แต่บังเอิญเป็นของทำบุญคับ เลยได้แต่มอง ไม่ได้ขนกลับเดี๋ยวบาป

 การมาบริจาคและมาทำบุญครั้งนี้   พวกเราไม่ได้มาแค่ตัดริบบิ้นแล้วกลับนะคับ  พวกพี่แก๊งส์เก่งสุดยอด มีเกมให้เล่นด้วยตั้งแต่ เกมโยนห่วง เกมส่งลูกบอล เกมยืนบนกระดาษหนังสือพิมพ์ เกมทายชื่อ  ผมว่าเป็นเกมที่มีความหมายดี และฝึกให้เด็กได้กล้าแสดงพร้อมทั้งแสดงความสามัคคีด้วยคับ 

เห็นแล้วรู้สึกเลยคับว่าเด็กๆ กรุงเทพฯ อย่างพวกเรามีโอกาสดีกว่าเด็กต่างจังหวัดตั้งเยอะ   บางคนเสื้อนักเรียนมีอยู่แค่ตัวเดียวต้องใส่ซ้ำ 5 วัน แต่พวกเขาก็อยากมาเรียนหนังสือเห็นแล้วอยากชวนเพื่อนๆ มาบริจาคจังเลยคับ  แต่รอบนี้คงไม่ทันคับ เพราะผมก็มาเป็นคนสุดท้ายเพราะดันอยู่นอกแก๊งส์แต่ ผมก็มีความสุขนะ  ฮาดี

โชคดีของพวกผมอีกอันคือได้มาเที่ยวงานปอยส่างลองด้วยคับ เพราะบังเอิญช่วงที่เรามาเป็นช่วงงานพอดี ได้รู้ขนบธรรมเนียมของคนไทยที่ได้รับวัฒนธรรมจากพม่า ที่จัดงานบวชลูกหลานให้เข้าเรียนในวัด โดยมีงาน 4 วัน แต่ละวัน เด็กผู้บวชก็จะใส่เสื้อผ้าสีละวันไม่ซ้ำกันและยังไม่โกนคิ้วจนกระทั่งวันสุดท้าย

ที่สำคัญขบวนแห่ก็จะมีการแห่เครื่องถวายตั้งแต่จีวร (ไม่รู้เรียกถูกหรือปล่าว) ซึ่งถูกมัดเป็นกระเช้า  จาน ช้อนชาม ถูกจัดอยู่ในพุ่มไม้

 

และ มีคานหามที่บรรจุเครื่องของจำเป็นระหว่างปฏิบัติธรรมด้วยคับ  ผมเอารูปมาให้ดูด้วยครับ แต่ถ่ายไม่สวยเท่าไหร่ ปัญญาด้านการถ่ายรูปมีแค่นี้เจงๆ

ผมว่างานนี้เป็นงานที่ผมมีความสุขมากงานหนึ่งเลยครับ ได้ทำทั้งทำบุญ และได้เที่ยว แถมเที่ยวแบบไม่วางแผน ได้พบกับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ  ได้รู้ชีวิตและขนบธรรมเนียม  และเป็นครั้งแรกที่เราเที่ยวแล้วไม่ต้องทำกับข้าวอีกต่างหาก  อันนี้คือเรื่องสำ มะ คัญ คร้าบบบบบ...บ

 

ข้อคิดดีๆช่วงเครียดๆ

posted on 21 Mar 2008 23:00 by nonk78  in LifeStyle
อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เครียดด้วยกระมัง เลยได้อ่านหนังสือธรรมจากเจ้านายเก่าและเพื่อนๆ ที่หวังดี ความคิดที่ว่าเราเข้าใจเรื่องธรรมว่าเราน่าจะรู้ ก็พบว่าตัวเองไม่ได้อะไรในสมองเกี่ยวกับธรรมเลย  หลังจากอ่านหนังสือธรรมของพระอาจารย์หลายท่านพบว่าตัวเองไม่ค่อยเข้าใจ ก็คงเป็นเพราะว่าความรู้ของเรายังไม่ถึงระดับของท่านจึงไม่มีความรู้และเข้าถึงจริง แต่เพราะโชคหรือปล่าวไม่แน่ใจ ที่เจ้านายเก่าให้หนังสือมาตั้งนึง ของอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ทำให้รู้สึกว่า ธรรมะเริ่มเข้าใจได้มากขึ้น สำหรับคนที่คิดเป็น step เกินไป ผมอยากแนะนำให้เพื่อนลองอ่านหนังสืออาจารยื ดร.สนอง ครับผมว่ามีหลักมีการ ค่อยๆอธิบายสำหรับคนที่สมองช้าอย่างผมได้ดีเลยครับ เพราะต้องเป็นขั้นเป็นตอนดี อย่างไรก็ตาม หลังอ่านหนังสือจบ ผมเลยอยาก Share ให้เพื่อนๆ อ่านเหมือนกัน อย่างน้อยเพื่อนๆ ที่มีความเครียดหรือต้องการอะไรบางอย่างจะรู้สึกดีขึ้นมา และตัวเองเผื่อจะได้บุญบ้างเหมือนกัน 555 

ข้อหนึ่ง...สิ่งไหนไม่ดีอย่าให้ออกไปจากตัวเรา ให้มันตายไปกับตัวเรา  ถ้าทำอะไรให้กับคนอื่น เราให้แต่สิ่งดีๆ อย่าให้ใครมาตำหนิได้

=> จำได้เลยครับตอนที่ไปสวนโมกข์ ที่พระอาจารย์ท่านอธิบายรูปภาพเขียนบนเสาในศาลา ซึ่งเป็นรูปที่อธิบายถึงเณรไม่ดีรูปหนึ่งที่ทำความผิดและเพื่อนเณรลงมติที่จะขับไล่แต่ท่านเจ้าอาวาส ห้ามไม่ให้ไล่เณรออกไปโดยให้เหตุผลว่า หากไล่เขาไปแล้วใครจะเป็นคนสั่งสอน ดังนั้นอย่าไล่เขาออกไปจงพยายามที่จะแก้นิสัยเขาให้ดีจะดีกว่า  

ข้อสอง...ความเมตตาไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นความรัก แต่เป็นความรัก รักแบบไม่มีเงื่อนไข รักแบบไม่ต้องการอะไรตอบแทน รักในฐานะที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน

=> แต่ไหนแต่ไรผมมีแต่คำว่าสงสารจนมากเกินไป รักมากจนครั้งเกิดความหลง ผมมีหลงตั้งแต่หลงเพราะว่ารักแบบแฟน หรือหลงคนอื่นจนบางครั้งไม่มีเหตุผลและท้ายที่สุดผมก็เจ็บตัว ทั้งที่เจ็บเพราะเจ็บใจที่เราทำไปหรือทุ่มเทแล้วไม่ได้ดังหวัง  ท้ายที่สุดผมกลับผมว่าจริงๆ แล้วจงรักเขาด้วยความเมตตาจะดีที่สุดเพราะ รักแบบนี้ทำให้เราไม่เคยที่จะหวังผลตอบแทน 

ข้อสาม...เราจงรับฟังทุกคนที่พูด และจงเข้าใจความหมายที่เขาพูดว่าจะสื่อว่าอะไร ไม่ใช่เขาพูดอะไร ไม่ว่าคนนั้นจะพูดมีสาระหรือไร้สาระ

=> จริงๆ เรื่องนี้ผมเริ่มเข้าใจมาสักระยะแล้วครับ เพราะตั้งแต่ผมไปถูกเขาสอบวัดจิตวิทยา ฝึกให้รู้จักบริหารงาน ก็พบว่าเราสนใจแต่คำพูดมากเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรที่เข้าใจเขาว่าเขาอยากจะบอกอะไรเขา จงมองเขาว่าเขาต้องการบอกอะไรเขา และให้เกียรติเขาจะดีกว่า 

ข้อสี่...ต้องพยายามฝึกจับผิดตัวเอง ตรวจสอบตัวเองเพื่อที่จะรู้จักตัวเอง เมื่อเรารู้จักตัวเองแล้ว เราจะรู้จักคนอื่นได้หมด  

=> ทุกวันนี้คนเราพยายามมองความผิดของคนอื่นมากจนเกินไป จนลืมที่จะมองตัวเองว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง และเราจะต้องปรับตัวอะไรบ้าง 

ข้อห้า...ต้องอดทนเป็นโอกาสที่เราได้สร้างขันติบารมี ต้องทำความดีให้มากขึ้นอีก ทำตัวเราให้ดีมากๆ จนเขายอมรับ หากมีอะไรที่ขัดแย้ง ต้องนิ่ง เอาความดีชนะใจ การโต้แย้งเป็นวิถีของเดรัจฉานอย่านำมาใช้

=> ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยอดทนหรือใจเย็นกับหลายๆ เรื่อง ผมเคยอ่านบทคำสอนของพระท่านหลายครั้งว่าจง ปิด ในเรื่องที่ปิด อดในเรื่องที่ควรอด และขณะเดียวกัน ก็ต้องเปิดในสิ่งที่ควรเปิด แต่ต้องเลือกให้ถูกเวลา  

ข้อหก...รู้ธรรมแล้วแล้ว ถ้าไม่พยายามเข้าใจเขาถือว่าผิดเพราะเขายังไม่รู้เหมือนเรา ดังนั้นต้องให้เข้าใจและให้อภัย อย่ามองเขาเป็นอุปสรรคหรือปัญหา เขาคือผู้ทดสอบเราต่างหาก

=> อันนี้ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ครับแต่เห็นว่าดี เผื่อเราไปประยุกต์ใช้ได้บ้าง ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เข้าใจเพราะ บังเอิญรู้ตัวเองว่ารู้น้อยครับ ต้องปรับอีกเยอะ 

และข้อเจ็ด...เวลาอยู่ในสังคม ครอบครัว หรืองานที่รับผิดชอบ ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ อย่าให้บกพร่อง อย่าให้ใครตำหนิ เรื่องส่วนรวมมาก่อน เมื่ออยู่ในโลกส่วนตัวจึงค่อยทำ

=> อันนี้ เริ่มรู้และเข้าใจมากขึ้นเพราะช่วงนี้เครียดหลายๆ เรื่องครับ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ เพราะมันคืนสู่สามัญจริงๆ ทำให้ดีที่สุด อย่าว่อกแว่ก แล้วเราจะรู้สึกดีเอง จงอย่าเอาเรื่ออื่นๆมาปะปนกัน เพราะมันทำให้จิต ถูกอารมณ์ครอบงำ

คงเป็นได้แค่เพื่อน....

posted on 14 Mar 2008 08:24 by nonk78  in LifeStyle

 

และแล้ว...สิ่งที่ไม่อยากจะให้เป็นก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งจนได้ กับความรักและความตั้งใจที่มอบให้กับคนนี้ ด้วยหวังว่าจะไม่ต้องไม่เกิดซ้ำรอยกับครั้งก่อนๆ  เพราะที่ไม่เคยที่จะพูดคำว่าเป็น แฟน หรือคนรู้ใจคนนึงที่อยู่ข้างๆ เธอสักครั้ง 

จิตสับสนตั้งแต่วันศุกร์ก่อนที่เพื่อนรักเล่าเรื่อง คนสนิทคนที่สอง หรือที่คนอื่นนิยามว่า แฟน ว่า..เค้าเอ่ยปากบอกกับเพื่อนผม ว่าผมเป็นคนอย่างไรและมีข้อเสียอะไร ก็พรั่งพรูออกมา  แต่ทำไมเพื่อนผมไม่บอกผมละ และปิดเงียบงันมานาน 

 

ปีกว่าที่ผมไม่ได้รู้เรื่องราว ว่าผมผิดอะไร ก็มารู้เพราะผมบอกกับเพื่อนผมว่า ..ผมกำลังจะมีความรักให้กับคนสนิทคนใหม่ เขาจึงบอกผม กับเหตุผลที่เธอนิยามง่ายว่า เพราะผมเป็นคนที่จืดชืดกับความรักมากจนเกินไป หรือง่ายๆว่าด้านชาที่จะบอกเค้าว่าเป็นแฟน หรือแม้กระทั่งทำตลกโปกฮาเหมือนที่ผู้ชายหลายๆคนเขาทำกัน  ทำไมหรอที่ผู้ชายทุกคนจะต้องตลกและมีอารมณ์ขัน แล้วจริงๆ แล้วผู้หญิงจะต้องชอบผู้ชายที่มีสีสันด้วยหรือ ก็เพราะใจที่ไม่กล้าพอที่จะพูดกับเค้า  ด้วยเพราะปากที่เอ่ยว่าเรายังไม่พร้อม ทำให้เส้นดายบางๆ ที่เชื่อมระหว่างนิ้วนางที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจของคนทั้งสองต้องขาดลง และจากลาโดยไม่บอกกล่าวด้วยตัวเองแต่ฝากคนอื่นมาบอกกับผม 

กับความรักครั้งใหม่ที่ผมพยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่เคยมี พยายามที่จะรวบรวมความกล้าที่จะขอเธอเป็นแฟนตรงๆ ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนบอกว่า มึงต้องทำให้ได้ ก็ได้ทำ

 ...... แต่อาจไม่ได้สวยหรูว่าจะต้องขอเธอเป็นแฟนในร้านหรูๆ  เพราะผมยังติดอยู่กับ สิ่งที่ไม่กล้าที่จะพูด หรือเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน  แต่ในที่สุด ผมก็ขอเธอเป็นแฟนในตอนเดินมาส่งเธอขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้าน แม้จะดูแปลกๆ เหมือนคนบ้าๆ ที่บอกเป็นแฟนในบรรยากาศที่ไม่น่าจะพิศมัยสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เธอตอบว่า เธอคบเราและคนอื่นด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเป็นอย่างไร นั่นก็เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจผมในเสี้ยวนึงแม้จะต้องแก่งแย่ง  มันเป็นเพียงแค่น้ำผึ้งเพียงหยดเดียวที่ผ่านลิ้นของเราให้ได้รับรู้ ก็ทำให้เราตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อแลกมาซึ่งความหวังบางอย่าง อย่างเต็มที่  

 

เวลากว่า 2 อาทิตย์ที่รับรู้และมีความหวังกับสิ่งที่ผ่านมากับคนที่สาม ถูกนำมาปนกับเรื่องแฟนคนที่สอง นา ซึ่งเป็นคนที่ผมอยากอยู่ใกล้มากที่สุด และเป็นคู่ชีวิตหนึ่งของหัวใจ ทำให้ใจที่ร่าวร้อน อยากให้เรื่องหลายๆ อย่างเป็นภาพขาวหรือดำอย่างชัดเจน ก็ต้องเริ่มขึ้น ใจคิดว่าวันนี้จะต้องถามเหมือนกันว่า ตอนนี้เธอตัดสินใจหรือยังว่าอยากจะคบกับใครมากที่สุดก็ผลุดขึ้นมาหลายๆ รอบ แต่ก็ไม่กล้าที่จะถาม

ตอนกลางวัน โทรหาเธอว่าเป็นไงบ้าง ทำอะไรอยู่ รู้สึกเบื่อหรือป่าว ก็จบแค่เพียงนั้น เพราะใจไม่กล้าที่จะถาม.... แต่เพราะตอนเย็น ที่ผมอยากโทรหาเค้า แต่ไม่เธอก็ไม่รับสายเสียที ยิ่งทำให้ผมกดดัน แถมยิ่งวันนี้มานอนอยู่คนเดียวในห้องที่ไม่มีอะไรช่วยผ่อรคลาย ทำให้เครียดและอยากระบายออกมาผ่านการโทรหาเพื่อน(รุ่นพี่) ที่อยากคุยด้วย เพื่อผ่อนคลาย  แต่เรื่องที่พี่เค้าถามดันยิ่งกระตุ้นให้ผมต้องหวนกับมาคิด กับเรื่องความกังวลที่อยู่ในจิตใจซึ่งพร้อมที่จะระเบิดออกมาทุกเมื่อ   น้ำตาบางส่วนซึ่งอยากจะระบายก็เริ่มพลันไหลรินเพราะความกังวล ก็ทำไงได้ละ ดันมากระตุ้นให้คิดออกมา แถมยิ่งมาปนกับเรื่องของพี่ที่รักเหมือนพี่ชายคนนึงที่ไม่สมหวังในความรักกับแฟนของเขาแม้จะร่วมเดินทางและจูงแขนมาด้วย ยิ่งพลันให้กดดัน แต่มันก็ถูกบังคับให้หยุดรินไหลชั่วครู่ เพราะต้องถึงเวลาที่ผมต้องให้พี่คนนั้นเป็นคนป้ายยาที่ตาผม เพราะเป็นโรคตาแห้งและไม่มีน้ำตา 

 

 .....ตั้งใจว่าจะโทรหาเพื่อนที่คุยกันเมื่อครู่ต่อเพื่อระบายความเครียด แต่ก็ฉุดคิดว่าน่าจะโทรหาเธออีกเป็นครั้งที่เจ็ด ด้วยเพราะความโชคดีหรือโชคร้ายของหัวใจที่เธอรับสายผม   และก็เหมือนเดิมที่ผมก็คุยตามปกติเหมือนทุกวัน ทุกเวลา เพื่อถามสาระทุกข์ และสุขเหมือนทุกวันในฐานะคนที่ห่วงใยข้างๆ  แต่เพราะใจที่ติดขัดหรือค้างมานานจากเมื่อกี้ ก็พลันโพล่ง อยากถามเธอโดยไม่คิดว่า เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกับผม และเพราะคำนิยามความเป็นแฟนของผมที่ต้งเป้าว่า เราจะได้รู้จักและชัดเจนยิ่งขึ้นกับเธอโดยไม่มีกำแพงบางอย่างมากั้นระหว่างสองใจ ทำให้เธอต้องระบายความรู้สึกออกมาเหมือนกัน 

 

กับเพราะคำว่า หากเธอเป็นแฟนกับผม และถ้าวันนึงหากเราต้องแยกทางเดินกันจะทำให้เข้าหน้าผู้ใหญ่ในแต่ละฝ่ายลำบาก  เป็นได้แค่เพื่อน อาจจะรู้สึกและสนิทใจต่อกันมากกว่า คำว่าแฟน มันช่างทำให้ผมอยากให้โลกหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ชั่วขณะ และย้อนเวลาเพื่อให้ผมได้หยุดคิดและทบทวนเรื่องเก่าที่ผมทุ่มเท ข้อผิดพลาดที่พยายามแก้ไข การวางตัวตน หรือการแสดงออกที่มากกว่านี้

 ....... แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยในครั้งนี้คือ ผมเริ่มเตรียมใจกับเรื่องบางอย่างมากขึ้น  ไม่บ้าๆ ที่ต้องหยุดงาน และหยุดทุกอย่างจากสิ่งที่กองอยู่ (แต่ก็ไม่แน่ใจอนาคตข้างหน้าเหมือนกันเพราะวันนี้อยู่ต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไระทำ) กับสิ่งที่กล้าที่จะถามเธอว่าคบกับผมแล้วเป็นอย่างไร หรือผมมีข้อเสียอะไร โดยไม่ต้องให้ใครบางคนเป็นผู้ส่งแมสเซสว่าขอเลิกคบกับผม หรือ ฝากให้คนอื่นมาบอกให้ผมฟังว่าทำไมต้องเลิกกัน 

 

น้ำตาที่อยากรินไหลเมื่อชั่วครู่ เริ่มรินไหลอีกครั้ง พูดกับเธออย่างเลื่อนลอยเพราะไม่อยากคิดอะไรให้มากมาย แต่สิ่งนึงที่ทำใจได้และไม่ break กัน ก็คือ เพราะอย่างน้อยเธอก็บอกให้ผมรู้อย่างจริงใจ และคงความเป็นเพื่อนที่รู้ใจคนนึงพร้อมที่จะให้ผมโทรหาได้ทุกวันเหมือนเดิม เพื่อเล่าเรื่องหรือถามสาระทุกข์ หรือสุขได้ทุกเวลา

 ..............................อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณกับเธอเหมือนกัน ที่ทำให้ผมได้พยายามตั้งใจที่จะขวนขวายและรวบรวมความกล้ามากยิ่งขึ้น กับคำว่านิยามของคำว่าแฟน และความกล้า

 

 .........สายลมหนึ่ง ผ่านเข้ามาให้หัวใจสองเราได้รู้สึกกับสิ่งบางอย่าง

.........แม้เป็นเพียงสิ่งน้อยนิดให้คำนึง หรือขวนขวายก็ตาม

 .........แม้เป็นเพียงช่วงเวลาที่ไม่เนิ่นนานแต่ให้คุณค่า

.........อย่างน้อยครั้งนี้เราก็ได้เดินก้าวหนึ่งของความกล้าที่จะพูดและเผชิญกับเรื่องบางอย่างในอนาคต

 

 

edit @ 14 Mar 2008 08:32:47 by ตุ๊กตาช่างปั้น