เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น

posted on 17 Mar 2011 22:19 by nonk78 in Story

ผมไม่ได้เข้ามาเขียนใน blog นานร่วมปี แต่คงเพราะความรู้สึกร่วมกับญี่ปุ่นอย่างมากกระมัง จึงอยากเอาเรื่องที่คนอื่นเขาพูดถึงญี่ปุ่นมาเขียนใน blog นี้ครับ  อ่านแล้วหน้าตาไหลและสงสารชาวญี่ปุ่นจริงๆ  ผมอยากเป็นส่วนที่ให้กำลังใจ แม้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็กๆก็ดีครับ

 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้มาจากเพื่อนๆ  อยากให้ลองอ่านมากเลยครับ เราจะได้รู้ถึงนิสัยของคนญี่ปุ่นได้มากขึ้นครับ   สำหรับผม...... ผมไม่เคยไปที่ไหนแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านเราเท่าที่ญี่ปุ่นเลย  ครับ 

·         คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีน้ำใจดีมากมาย ตอนที่ผมหลงทางพี่สาวญี่ปุ่นแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่เขาเดินไปเป็นเพื่อนผม เพื่อเดินไปส่งที่สถานีรถไฟซึ่งต้องเดินเท้ากว่า 15 นาที  

·         ชาวญี่ปุ่นรักในอาชีพเขาแม้ว่าเขาจะเป็นพนักงานกวาดขยะที่สถานีรถไฟฟ้า เขาวิ่งลงมาเพื่อรีบมากวาดขยะ เพื่อไม่ให้เลอะเทอะ แล้วก็วิ่งหายวับไปกับตา

·         ชาวญี่ปุ่นตั้งใจในการทำงานมาก ตอนที่ผมเดินทางด้วยรถไฟฟ้า จะเห็นชาวญึ่ปุ่นเดินอย่างเป็นระเบียบและเรียบร้อย ข้ามถนนในทางข้าม ระหว่างทางที่ผมเดินทางกลับตอนดึก จะเห็นไฟในออฟฟิศเปิดในเกือบทุกชั้นแม้ว่าเวลานั้นจะเกือบห้าทุ่ม

·         อาหารแต่ละจานทำให้ผมโดยใส่คำว่า “ใจ” ลงไปในทุกๆจาน เลือกสรรเครื่องปรุงอย่างพิถีพิถัน แม้ว่าอาหารที่ผมทานแค่ไม่ถึง 300 เยน

 ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมธรรมชาติถึงได้แกล้งชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ ทั้งๆที่พี่ๆเขาเป็นคนดีของสังคมและชาวโลก รักและให้เกียรติกับทุกๆคน   ลืมบอกไปครับ หากใครสนใจบริจาคให้กับชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัย สามาถบริจาคได้ที่สภากาชาดไทย และพวกเราสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีตอนสิ้นปีได้ครับ

 

 ================================================

by Bo Panisa on Tuesday, March 15, 2011 at 9:37am

พอดีพี่ฉั่วจากเกียวโต แปลไว้ เห็นว่าดีเลยขออนุญาตรวบรวมมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ 

 Credit: Adisak Chua

 Adisak Chua: คิดว่าทุกคนกำลังเครียด เลยอยากแบ่งปันเรื่องดีๆที่เกิดในช่วงแผ่นดินไหว (อ่านเจอลิ้งค์จาก ศูนย์กลางข่าวสารแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น โดย สนญ. และ สนทญ.) เป็นเรื่องราวที่คนต่างชาติที่อยู่ในญี่ปุ่นประสบ http://prayforjapan.jp/tweet.html

 ขอแปลด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มี

เรื่องที่หนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กน้อยพูดกับพนักงานรถไฟ "ขอบคุณค่ะ/ครับ ที่เมื่อวานพยายามอย่างสุดชิวิตทำให้รถไฟเดินรถได้อีกครั้ง" พนักงานรถไฟร้องไห้ส่วนข้าพเจ้าร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว (คืนวันที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟหยุดวิ่ง กว่าจะวิ่งได้ก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว) 

 

เรื่องที่สอง ที่ดิสนีย์แลนด์ คนติดกลับบ้านไม่ได้จำนวนมาก และทางร้านขายของก็ได้เอาขนมมาแจกนักท่องเที่ยว ก็ได้มีนร.ม.ปลายหญิงกลุ่มหนึ่งไปเอามาจำนวนมาก มากเกินพอ แว่บแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีคือ อะไรของมึงวะ เอาไปซะเยอะ แต่วินาทีต่อมากลายเป็นความรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเด็กกลุ่มนั้นเอาขนมไปให้เด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถไปเอาเองได้เพราะต้องดูแลลูกๆ

 

เรื่องที่สาม ในซุปเปอร์แห่งหนึ่ง ของตกระเกะระกะเพราะแรงแผ่นดินไหว แต่คนซื้อก็เดินไปช่วยกันเก็บของ แล้วก็หยิบส่วนที่ตนอยากซื้อไปต่อคิวจ่ายเงิน ในรถไฟที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการและคนที่ตกค้างจำนวนมากกำลังเดินทางกลับก็ได้เห็นคนแก่คนหนึ่งลุกให้สตรีมีครรภ์นั่ง คนญี่ปุ่นแม้ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ก็ยังมีน้ำใจ มีระเบียบ

 

เรื่องที่สี่ ในคืนแรกที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟไม่วิ่ง ทำให้คนจำนวนมากต้องเดินกลับบ้านแทนการนั่งรถไฟ ขณะที่ข้าพเจ้าต้องเดินกลับจากมหาลัยมายังที่พัก ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว ข้าพเจ้าได้ผ่านร้านขนมปังร้านหนึ่งซึ่งปิดไปแล้ว แต่คุณป้าเจ้าของร้านก็ได้เอาขนมปังมาแจกฟรีแก่คนที่กำลังเดินกลับบ้าน แม้ภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ น้ำใจเช่นนี้ทำให้หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น ตื้นตัน

 

เรื่องที่ห้า ในขณะที่รอรถไฟให้กลับมาวิ่งได้ ข้าพเจ้าก็ได้รออยู่ในอาคารสถานีอย่างเหน็บหนาว โฮมเลสก็ได้แบ่งปันแผ่นกล่องกระดาษให้ โฮมเลสที่ข้าพเจ้ามองด้วยหางตาทุกวันที่มาใช้สถานี คืนนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

  

เรื่องที่หก (เรื่องราวคืนรถไฟไม่วิ่งเยอะหน่อยนะครับ) ด้วยระยะเวลาสี่ชั่วโมงที่ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ก็ได้ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตาก็ไปสะดุุดกับแผ่นกระดาษที่เขียนว่า "เชิญใช้ห้องน้ำได้ค่ะ" หญิงสาวท่านหนึ่งได้เปิดบ้านตัวเองให้แก่คนที่กำลังเดินกลับบ้านได้ใช้ วินาทีที่ได้เห็นแผ่นกระดาษนั้น น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง น้ำใจคนญี่ปุ่น

  

เรื่องที่เจ็ด แม้ว่าไฟดับ ก็ยังมีคนที่สู้ทำงานให้ไฟกลับมาติด น้ำไม่ไหลก็ยังมีคนไม่ยอมแพ้ทำให้น้ำกลับมาไหล เกิดปัญหากับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีคนที่พร้อมจะเข้าพื้นที่เพื่อซ่อมมัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้กลับมาสู่สภาพปกติด้วยตัวมันเอง ขณะที่พวกเราอยู่ในบ้านอันอบอุ่นแล้วก็พร่ำบ่นว่าเมื่อไรไฟมันจะติด น้ำจะไหลน้าา ก็มีคนที่อยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บกำลังพยายามสู้อยู่

  

เรื่องที่แปด ในจังหวัดจิบะ คนลุงคนหนึ่งที่หลบภัยอยู่ก็ได้เปรยออกมาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรน้า เด็กหนุ่มม.ปลายก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปเมื่อเป็นผู้ใหญ่ พวกผมจะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน (ไม่เป็นไร พวกเรายังมีอนาคต!!!)

 

เรื่องที่เก้า ขณะที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านมากว่า 42ชั่วโมง คุณลุงก็ได้กล่าวว่า "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ เคยมีประสบการณ์ทซึนามิที่ชิลีมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเรามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองกันนะ" แกกล่าวด้วยรอยยิ้ม (สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือ ต่อจากนี้ไปเราจะทำอะไรต่างหาก)

  

เรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้เมืองมันสว่างเกินไป เกินที่จะมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จริงๆแล้วดาวสวยเช่นนี้เอง ชาวเซนไดทุกคนลองแหงนมองขึ้นไปข้างบนดูซิ (ตรงนี้ไม่มั่นใจว่าแปลว่า ชาวเซนไดทุกคนมองขึ้นไปบนฟ้า รึเปล่า)

 

 ====================================================

 

Comment

Comment:

Tweet

ผมก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันครับ ชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่เข้มแข็งมากครับ
อ่านไปน้ำตาก็รื้นค่ะ
ญี่ปุ่นเป็นประเศที่เจ็บมาเยอะ ฝ่าฟันมาเยอะกว่าจะมายืนจุดนี้ได้
แค่ภัยธรรมชาติ ไม่ทำให้ใจคนในชาติแพ้ได้ง่ายๆ

^^

#1 By f i s h *Sky on 2011-03-17 22:47